"บิ๊กออยล์" ฟันกำไร Q2 เฉียด 5 หมื่นล้านดอลล์ ทรัมป์เดือดจี้ลดราคาน้ำมัน-เลิกกอบโกยบนความทุกข์ประชาชน
5 ยักษ์ใหญ่พลังงานโลกกวาดกำไรไตรมาส 2 ปี 2026 กว่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ทุบสถิติกระแสเงินสดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่สั่งให้เร่งลดราคาน้ำมันและเลิกกอบโกยกำไรส่วนเกินจากภาวะสงครามอิหร่าน
กลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ระดับโลกหรือ "Big Oil" ทำผลงานไตรมาส 2 ปี 2026 ได้อย่างโดดเด่น โดยกวาดกำไรมหาศาลจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม กำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาวิจารณ์อย่างหนักว่ากลุ่มทุนเหล่านี้กำลัง "ทำกำไรมากเกินไป"
กำไรทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
5 ยักษ์ใหญ่พลังงานของโลก อันประกอบด้วย Exxon Mobil, Chevron, BP, Shell และ TotalEnergies รายงานกำไรรวมในไตรมาสที่ 2 สูงถึง 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การสร้างกระแสเงินสด (Cash Generation) ที่พุ่งสูงเกือบ 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 เสียอีก
ทรัมป์เปิดฉากโจมตี จี้ลดราคาน้ำมัน
ความมั่งคั่งของกลุ่ม Big Oil ครั้งนี้มาพร้อมกับเสียงวิจารณ์จากทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวโจมตี Exxon และ Chevron โดยตรงว่ากำลังกอบโกยผลประโยชน์จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้เร่งลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
เงินมหาศาลหายไปไหน? เมื่อบริษัทไม่ยอม "ขุดน้ำมันเพิ่ม"
แม้ทรัมป์จะมีนโยบาย "Drill, baby, drill" เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงาน แต่ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่า กลุ่มยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้นำกำไรส่วนเกินไปใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิตหรือการขุดเจาะใหม่ๆ อย่างที่ควรจะเป็น โดยมีรายละเอียดการบริหารจัดการเงินดังนี้:
- สร้างความแข็งแกร่งให้งบดุล: บริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บเงินสดสำรองไว้ โดยเงินสดในมือของ 5 บริษัทใหญ่เพิ่มขึ้นกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว
- ชำระหนี้: มุ่งเน้นการลดภาระหนี้สินเพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนในอนาคต
- คงระดับการปันผล: การจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนยังคงอยู่ในระดับคงที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นหวือหวาตามผลกำไร
นักวิเคราะห์จาก IEEFA ให้ความเห็นเชิงประชดประชันว่า รูปแบบการทำธุรกิจของบิ๊กออยล์ในปัจจุบันดูเหมือนเป็นการ "ภาวนาให้เกิดสงคราม" เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ต้องการปัจจัยกระตุ้นราคาอย่างวิกฤตการณ์ในยูเครนหรืออิหร่าน เพื่อเข้ามาช่วยฟื้นฟูสถานะทางการเงินหลังจากช่วงที่ราคาน้ำมันตกต่ำ
อนาคตที่ไม่แน่นอนและแรงกดดันเรื่องภาษี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่ากำไรมหาศาลนี้อาจ "ไม่ยั่งยืน" หากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญกับแรงกดดันจากการเรียกเก็บ "ภาษีลาภลอย" (Windfall Tax) จากกลุ่มนักเคลื่อนไหวและรัฐบาลในหลายประเทศ เช่น โปรตุเกสที่เพิ่งอนุมัติการเก็บภาษีนี้ไป
ในขณะที่สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) ออกมาคัดค้านการเก็บภาษีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเก็บภาษีลาภลอยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันถูกลง แต่จะยิ่งบั่นทอนความสามารถในการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของสหรัฐฯ ในอนาคต