ตึงเครียดระลอกใหม่! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะเดือดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์
เหตุปะทะระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สร้างความกังวลต่อวิกฤตพลังงานโลก ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางแรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดการปะทะกันระลอกใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
ปะทะเดือดช่องแคบฮอร์มุซ
เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านต่างเปิดฉากยิงตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้เริ่มโจมตีก่อน ทางการอิหร่านระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้พุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของตนที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังช่องแคบดังกล่าว
ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศยังคงมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่ากองกำลังทหารได้ทำลายกลุ่มชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับการปะทะครั้งนี้จนราบคาบ
วิกฤตพลังงานจ่อทวีความรุนแรง
ความไม่สงบในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ขนส่งน้ำมันหลักของโลก สร้างความกังวลอย่างหนักต่ออุปทานพลังงาน โดยนายเวเอล ซาวาน (Wael Sawan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Shell ออกมาเตือนว่า ตลาดน้ำมันอาจเผชิญภาวะขาดแคลนสูงถึง 1 พันล้านบาร์เรล และสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันหากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ
ตลาดน้ำมันตอบรับประเด็นดังกล่าวในทิศทางขาขึ้นทันที โดยในการซื้อขายช่วงเช้าของฝั่งเอเชีย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ดังนี้
- น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent): ปรับตัวขึ้น 2.29% แตะระดับ 102.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI): ปรับตัวขึ้น 2.09% แตะระดับ 96.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดยังประเมินว่า ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและแร่เงินอาจกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง หากสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน-หุ้นเทคฯ ร่วงหนัก
ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซบเซาลง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Amazon, Broadcom และ Micron Technology
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือ หุ้นของบริษัท Cloudflare ที่ร่วงลงอย่างหนักถึง 18% หลังจากบริษัทประกาศแผนปลดพนักงาน 20% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบ Agentic AI ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานของบริษัทไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ตำแหน่งงานบางส่วนไม่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในอนาคตอีกต่อไป