ซีอีโอ Saudi Aramco เตือนสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงทำตลาดน้ำมันโลกพัง โชว์กำไรปี 68 ทะลุแสนล้านดอลลาร์
ซีอีโอ Saudi Aramco เตือนสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงสร้างผลกระทบระดับหายนะต่อตลาดน้ำมันโลก ท่ามกลางวิกฤตอุปทานตึงตัว ขณะที่บริษัทเปิดเผยกำไรปี 2568 ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์พร้อมประกาศจ่ายปันผลมหาศาล
อามิน นาสเซอร์ (Amin Nasser) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Saudi Aramco ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ออกโรงเตือนว่า สงครามที่กำลังปะทุขึ้นในตะวันออกกลางอาจสร้าง "ผลกระทบระดับหายนะ" ต่อตลาดน้ำมันทั่วโลก พร้อมเปิดเผยผลประกอบการปี 2568 ที่ยังคงทำกำไรมหาศาลกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซีอีโอของ Aramco ระบุว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่และส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการขนส่งทางเรือ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการบิน การเกษตร และยานยนต์ โดยย้ำว่ายิ่งวิกฤตยืดเยื้อมากเท่าใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคเคยเผชิญมา
วิกฤตความขัดแย้งดันราคาน้ำมันผันผวน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงกลั่น Ras Tanura ของ Aramco ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ ท่ามกลางสถานการณ์ที่อิหร่านส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีรัฐในอ่าวอาหรับ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะตอบโต้อิหร่านอย่างรุนแรงเป็น 20 เท่า หากพยายามปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกมาเตือนให้เรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์ทุกระวางที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด
อามิน นาสเซอร์ เน้นย้ำว่า ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่กำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตะวันออกกลาง ดังนั้นการรักษาเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นปกติจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด
โชว์กำไรปี 2568 ทะลุแสนล้านดอลลาร์ แกร่งสวนกระแส
แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันตลอดทั้งปี แต่ Saudi Aramco ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:
- กำไรสุทธิ (Adjusted Net Income) ประจำปี: 1.047 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- กำไรไตรมาส 4: 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow): 8.54 หมื่นล้านดอลลาร์
- การจ่ายปันผล: ประกาศจ่ายปันผลไตรมาส 4 ที่ 2.189 หมื่นล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อนหน้า) รวมทั้งปีบริษัทแจกจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นสูงถึง 8.55 หมื่นล้านดอลลาร์
- ซื้อหุ้นคืน: ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินสูงสุด 3 พันล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 18 เดือน
ด้านผลการดำเนินงาน บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1.362 แสนล้านดอลลาร์ และมีการลงทุน (Capital Investments) ที่ 5.22 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2568 จะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 69.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เทียบกับ 80.2 ดอลลาร์ในปี 2567) แต่บริษัทยังสามารถรักษาสถานะทางการเงินได้อย่างมั่นคงผ่านการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ