ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนหนัก! กลุ่มชิปดิ่งเกือบ 10% ฉุด Nasdaq ร่วง-ดัชนี VIX พุ่งรับแรงขายขาโหด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งหนักนำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ร่วงเกือบ 10% ฉุด Nasdaq ทรุดตัวครั้งใหญ่ในรอบปี ขณะที่ดัชนี VIX พุ่งแรงสะท้อนภาวะตื่นตระหนกและการปรับสมดุลจากภาวะเก็งกำไรเกินตัวในตลาดหุ้นและพันธบัตร
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยพุ่งทะยานอย่างร้อนแรงกลับทิศเป็นขาลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ประสบกับวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ขณะที่ดัชนี VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของตลาด พุ่งสูงขึ้นสะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่กลับมาอีกครั้ง
กลุ่มชิปสิ้นสุดทางเลิฟ หลังแรลลี่เดือด 80%
หลังจากที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา โดยพุ่งขึ้นถึง 80% และเพิ่มมูลค่าตลาดให้กับ Nasdaq 100 ไปกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ล่าสุดกองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ได้ปรับตัวร่วงลงเกือบ 10% ในช่วงจุดต่ำสุดของวันศุกร์ ถือเป็นการกระแทกเบรกอย่างรุนแรงหลังจากเกิดภาวะ "Crash Up" หรือการไล่ราคาขึ้นอย่างบ้าคลั่งในช่วงก่อนหน้า
ดัชนี VIX ดีดตัวแรง สัญญาณเตือนความผันผวน
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในครั้งนี้คือการดีดตัวของดัชนี Cboe Volatility Index หรือ VIX ซึ่งเพิ่มขึ้นในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังจากที่เพิ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบปีไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบข้อมูลสถิติที่สำคัญ ดังนี้:
- การซื้อขายออปชั่นพุ่งทำสถิติ: ปริมาณการซื้อขายสัญญาออปชั่นของดัชนี S&P 500 พุ่งสูงถึง 7.8 ล้านสัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ความเหลื่อมล้ำของความผันผวน: ช่องว่างระหว่างความผันผวนของหุ้นรายตัวกับดัชนีภาพรวมกว้างที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่มกลับมาปรับสมดุล (Re-sync) อีกครั้ง
- ภาวะเก็งกำไรเกินตัว: นักวิเคราะห์มองว่าการเทขายครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะเก็งกำไรที่มากเกินไป ท่ามกลางกระแสการเตรียมเสนอขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลและความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ผลกระทบกระจายสู่วงกว้าง ทั้งพันธบัตรและคริปโต
ตลาดพันธบัตรไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในรอบนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ร่วงลง 40 bps หลังจากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่นักลงทุนในตลาดออปชั่นแห่เดิมพันในฝั่งขาลง (Put Options) กับกองทุนพันธบัตรอย่าง TLT และกองทุนหุ้นกู้ภาคเอกชนในสัดส่วนที่สูงกว่าฝั่งขาขึ้นถึง 8 เท่า
ในส่วนของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี แม้ Bitcoin จะยังสามารถประคองตัวเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์ไว้ได้ แต่หุ้นที่เป็นตัวแทนอย่าง MicroStrategy กลับร่วงลงเกือบ 7% โดยมีแรงซื้อ Put Options เข้ามามากกว่า Call Options ถึง 2 เท่า
มุมมองนักวิเคราะห์: การปรับสมดุลที่ล่าช้า
ผู้เชี่ยวชาญจาก SpotGamma และ Piper Sandler ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ "Re-sync" ของตลาด หลังจากที่ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มชิปพุ่งขึ้นไปสูงจนเกินไปจนไม่สอดคล้องกับดัชนีภาพรวม การปรับตัวลดลงในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับเข้าสู่ความเป็นจริงของราคาหุ้น หลังจากที่นักลงทุนทุ่มเงินเข้าสู่กองทุน Leveraged ETF และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา