ไต้หวันเสียงแข็ง! ตอกกลับสหรัฐฯ แผนดึงฐานผลิตชิป 40% เป็นเรื่อง "เพ้อฝัน" ย้ำจุดยืนรักษาฐานที่มั่นเทคโนโลยี

AI สรุปข่าว
การอ่าน 5 นาที
ไต้หวันเสียงแข็ง! ตอกกลับสหรัฐฯ แผนดึงฐานผลิตชิป 40% เป็นเรื่อง "เพ้อฝัน" ย้ำจุดยืนรักษาฐานที่มั่นเทคโนโลยี
ไต้หวันปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่กดดันให้ย้ายห่วงโซ่อุปทานชิป 40% ไปยังอเมริกา โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ พร้อมยืนยันนโยบายรักษาฐานการผลิตและเทคโนโลยีหลักไว้ในประเทศเพื่อความมั่นคง

ไทเป — ทางการไต้หวันออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์สัดส่วนถึง 40% ไปยังสหรัฐอเมริกา โดยระบุชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ พร้อมย้ำจุดยืนในการรักษาศูนย์กลางอุตสาหกรรมไว้ในประเทศ

นางเจิ้ง ลี่จวิน (Cheng Li-chiun) รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะเจรจาการค้าของไต้หวัน ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเธอได้แจ้งต่อรัฐบาลวอชิงตันอย่างชัดเจนแล้วว่า ระบบนิเวศอุตสาหกรรมชิปของไต้หวันที่สั่งสมการพัฒนามานานหลายทศวรรษนั้น "ไม่สามารถย้ายออกไปได้ง่ายๆ" ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

โต้กลับนโยบาย "ดึงการผลิตกลับบ้าน" ของสหรัฐฯ

ท่าทีที่แข็งกร้าวของไต้หวันในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้นโยบายของนายฮาวเวิร์ด ลัทนิค (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ที่ได้ประกาศเป้าหมายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่าต้องการให้ไต้หวันย้ายห่วงโซ่อุปทานชิปทั้งระบบสัดส่วน 40% ไปยังสหรัฐฯ ภายในวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ก่อนหน้านี้ นายลัทนิคได้ขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีนำเข้าอัตรา 100% กับบริษัทชิปที่ไม่ยอมเข้าไปตั้งโรงงานในสหรัฐฯ โดยรัฐบาลอเมริกันมีแผนจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขนาดยักษ์ และมองว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากไต้หวันเป็นเหมือน "เงินดาวน์" ในการดึงอุตสาหกรรมนี้กลับสู่แผ่นดินอเมริกา

เดิมพัน 5 แสนล้านดอลลาร์ และข้อจำกัดที่แท้จริง

ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศ รัฐบาลไต้หวันได้รับปากที่จะให้บริษัทเทคโนโลยีในเครือลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมวงเงินสินเชื่ออีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังการผลิต แลกกับการที่สหรัฐฯ ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากไต้หวันเหลือ 15% และยกเว้นภาษีสำหรับยาและชิ้นส่วนอากาศยาน

บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ผู้ผลิตชิปสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ได้ขานรับนโยบายด้วยการทุ่มงบลงทุนกว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแผนจะขยายเป็น 1.65 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างฐานผลิตในสหรัฐฯ สำหรับรองรับลูกค้าหลักอย่าง Apple และ Nvidia

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีไต้หวันย้ำว่า การขยายการลงทุนในต่างประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "รากฐานของอุตสาหกรรมยังคงฝังแน่นอยู่ในไต้หวัน" และการลงทุนในประเทศต้องเติบโตต่อไป

กำแพง "Silicon Shield" และกฎเหล็กทางเทคโนโลยี

นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับมุมมองของไต้หวันว่า แผนการของสหรัฐฯ นั้น "ทำจริงได้ยาก" เนื่องจากอุปสรรคสำคัญหลายประการ:

  • ความซับซ้อนของระบบนิเวศ: ห่วงโซ่อุปทานชิปในไต้หวันมีการบูรณาการกันอย่างลึกซึ้ง ยากที่จะแยกส่วนย้ายไปต่างประเทศ
  • ต้นทุนและแรงงาน: ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงและต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงในสหรัฐฯ
  • ยุทธศาสตร์ความมั่นคง (Silicon Shield): การที่ไต้หวันเป็นผู้คุมการผลิตชิปโลก เปรียบเสมือน "โล่ซิลิคอน" ที่ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องปกป้องไต้หวันจากการรุกรานของจีน หากย้ายฐานผลิตออกไป ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์นี้อาจลดลง

นอกจากนี้ ทางการไต้หวันยังมีกฎระเบียบเข้มงวดที่เรียกว่า "กฎ N-2" ซึ่งกำหนดให้โรงงานของ TSMC ในต่างประเทศ ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ล้าหลังกว่าเทคโนโลยีล่าสุดในไต้หวันอย่างน้อย 2 เจเนอเรชัน เพื่อรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีไว้ในประเทศแม่

ทั้งนี้ ราคาหุ้นของ TSMC ในตลาดไต้หวันปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.75% ในการซื้อขายเมื่อวันอังคาร ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าว

#news
ข่าวสารล่าสุด
ดูเพิ่มเติม
บทความล่าสุด
ดูเพิ่มเติม

ตลาดจริง, ผลลัพธ์จริง สู่ความสำเร็จที่แท้จริง

จากการทดลองในตลาดจริง เราได้เผยกลยุทธ์และผลลัพธ์ที่จับต้องได้
มาร่วมค้นพบแนวทางลงทุนที่ผ่านการพิสูจน์และวิเคราะห์เชิงลึก

ดูเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์พิเศษทางจาก Wealth Lab

เราคัดสรรข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดและบทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อให้คุณได้มุมมองที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ
พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนที่มั่นคงในอนาคต