สรุปภาวะตลาดปี 2025: ผลกระทบจากนโยบายการค้าและความแตกต่างของราคาสินทรัพย์
ตลาดการเงินโลกปี 2025 ผันผวนจากนโยบายการค้า สินทรัพย์กลุ่มโลหะพุ่งแรงขณะที่พลังงานลดลง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โตจากกระแส AI ด้านเฟดลดดอกเบี้ยทำดอลลาร์อ่อนค่าสุดในรอบหลายปี ขณะที่หุ้นไทยปิดลบ 10% จากค่าเงินบาทแข็งที่กระทบส่งออก ชี้ให้เห็นว่านโยบายการค้ามีบทบาทสำคัญกว่าปัจจัยมหภาคเดิม
สรุปภาพรวมและจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกปี 2025
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลก ซึ่งเริ่มต้นด้วยการคาดการณ์เรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแบบนุ่มนวล (Soft Landing) แต่สถานการณ์กลับพลิกผันไปสู่ความผันผวนที่มีมาตรการกำแพงภาษีเป็นปัจจัยหลัก แม้ว่าสินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่จะปิดปีด้วยราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ทิศทางของผลตอบแทนในสินทรัพย์แต่ละประเภทกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ความเคลื่อนไหวที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งราคาของสินค้าแต่ละกลุ่มแยกทิศทางกันอย่างรุนแรง โดยกลุ่มโลหะมีค่ากลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ราคาโลหะเงินปรับตัวขึ้นถึง 147% และทองคำปรับตัวขึ้นประมาณ 64% จากแรงหนุนของความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง ในทางกลับกัน ตลาดพลังงานต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะอุปทานล้นตลาดและความต้องการที่ชะลอตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ปรับตัวลดลงราว 18% ถึง 19% สะท้อนให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจเอื้อประโยชน์ต่อสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน แต่กลับเป็นปัจจัยกดดันต่อสินค้าโภคภัณฑ์ที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจ
สำหรับตลาดหุ้น ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ยังคงรักษาทิศทางขาขึ้นไว้ได้ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 20.36% ตามมาด้วย S&P 500 ที่ 16.39% และ Dow Jones ที่ 12.97% แม้ตัวเลขผลตอบแทนจะดูแข็งแกร่ง แต่การปรับตัวขึ้นครั้งนี้กระจุกตัวอยู่ในวงจำกัด ทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวสูงต่อความคาดหวังเรื่องผลกำไรและการเปลี่ยนแปลงของอัตราคิดลด (Discount Rates) ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นทั่วโลกไม่รวมสหรัฐฯ (MSCI ACWI ex-USA) กลับแสดงความแข็งแกร่งด้วยผลตอบแทนที่ 29.3% ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ซับซ้อน
นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางตลาดตราสารหนี้และค่าเงิน โดยการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.75% (75 basis points) ได้กลายเป็นปัจจัยบวกต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทน 7.3% อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงถึง 9.5% ซึ่งเป็นการลดลงรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากบทบาทความโดดเด่นทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับสากล
ในส่วนของประเทศไทย ดัชนี SET เผชิญกับสภาวะที่ท้าทาย โดยปิดปีลดลงประมาณ 10.0% มาอยู่ที่ระดับ 1,259.67 จุด แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นราว 9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อนำเข้าได้บางส่วน แต่ในขณะเดียวกัน ค่าเงินที่แข็งขึ้นกลับกลายเป็นปัจจัยลบต่อภาคการส่งออก ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง
บทสรุปของปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า ในยุคที่นโยบายการค้ามีความขัดแย้งและแบ่งแยก ปัจจัยด้านนโยบายได้กลายเป็นตัวกำหนดความผันผวนมากกว่าสัญญาณทางเศรษฐกิจมหภาคแบบดั้งเดิม สำหรับความเสี่ยงที่ต้องระวังในระยะข้างหน้า นักลงทุนยังคงต้องจับตาโอกาสที่เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง หรือความเป็นไปได้ที่ผลกำไรจากกลุ่มธุรกิจ AI อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลของตลาดได้ในอนาคต