Amazon ทุ่ม 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อกิจการ Globalstar รุกหนักอินเทอร์เน็ตดาวเทียมท้าชน SpaceX
Amazon ประกาศทุ่มงบ 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการ Globalstar เพื่อต่อยอดบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมเชื่อมต่อตรงสู่มือถือ หวังเร่งเครื่องแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Starlink ของ SpaceX
แอมะซอน (Amazon) ประกาศทุ่มงบกว่า 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการโกลบอลสตาร์ (Globalstar) ผู้ให้บริการเครือข่ายดาวเทียม เพื่อเร่งพัฒนาธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมวงโคจรต่ำในชื่อ 'Leo' หวังท้าชนผู้นำตลาดอย่างสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว แอมะซอนจะเข้าซื้อสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ระดับโลกของโกลบอลสตาร์ โดยเสนอราคาซื้อที่ 90 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.157 หมื่นล้านดอลลาร์ ข่าวการประกาศดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น Globalstar พุ่งขึ้นกว่า 10% ขณะที่หุ้น Amazon ปรับตัวบวกกว่า 3%
รายละเอียดข้อเสนอและแผนในอนาคต
ผู้ถือหุ้นของ Globalstar สามารถเลือกรับเป็นเงินสด 90 ดอลลาร์ หรือรับเป็นหุ้นสามัญของ Amazon ในอัตราส่วน 0.3210 หุ้น ต่อ 1 หุ้น Globalstar โดยคาดว่ากระบวนการควบรวมกิจการจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2027
เป้าหมายหลักของการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ คือการปูทางสู่การให้บริการเครือข่ายดาวเทียมที่เชื่อมต่อตรงสู่สมาร์ตโฟน (Direct-to-Device) ซึ่งแอมะซอนตั้งเป้าว่าจะเริ่มทยอยให้บริการได้ในปี 2028 โดยดาวเทียมชุดใหม่และเครือข่ายเดิมของ Globalstar จะถูกนำมาใช้งานควบคู่กับระบบของแอมะซอน
จับมือ Apple สานต่อบริการฉุกเฉิน
พร้อมกันนี้ แอมะซอนยังได้บรรลุข้อตกลงกับแอปเปิล (Apple) ในการให้บริการเครือข่ายดาวเทียมสำหรับฟีเจอร์ต่างๆ บน iPhone และ Apple Watch ทั้งในรุ่นปัจจุบันและอนาคต
- ก่อนหน้านี้ในปี 2024 Apple ได้ทุ่มเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือหุ้น 20% ใน Globalstar
- เครือข่ายดาวเทียมราว 24 ดวงของ Globalstar เป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนฟีเจอร์ Emergency SOS ของ Apple ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถส่งข้อความขอความช่วยเหลือในพื้นที่อับสัญญาณมือถือได้
สมรภูมิอินเทอร์เน็ตอวกาศที่ดุเดือด
แอมะซอนเริ่มเดินหน้าโครงการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมมาแล้วกว่า 6 ปี โดยเพิ่งรีแบรนด์จาก Project Kuiper มาเป็นชื่อ Leo อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเผชิญความล่าช้าในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเพิ่งยื่นขอขยายเวลาจากคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐฯ (FCC) เพื่อให้บรรลุเงื่อนไขการปล่อยดาวเทียม 1,600 ดวงภายในเดือนกรกฎาคม 2026
ดีลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของแอมะซอนในการเร่งเครื่องไล่ตามคู่แข่งอย่างบริการ Starlink ของ SpaceX ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งสูงสุดในตลาดอินเทอร์เน็ตอวกาศ ด้วยจำนวนดาวเทียมในวงโคจรมากกว่า 10,000 ดวง และมีฐานผู้ใช้งานทะลุ 9 ล้านคน
ทางด้านหน่วยงานกำกับดูแล นายเบรนแดน คาร์ (Brendan Carr) ประธาน FCC ระบุว่า ทางหน่วยงานพร้อมเปิดกว้างและจะพิจารณาดีลดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมองว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้มีศักยภาพที่จะทำให้แอมะซอนก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ SpaceX ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีการเชื่อมต่อดาวเทียมสู่โทรศัพท์มือถือในอนาคต