เจาะลึกกลยุทธ์เทคโนโลยีจีน "ตัดใจจาก Nvidia": เมื่อต้นทุนและความมั่นคงสำคัญกว่าแบรนด์ระดับโลก
บริษัทเทคโนโลยีจีนเร่งลดการพึ่งพาชิป Nvidia โดยเน้นการพัฒนาชิปเองและการใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศเพื่อลดต้นทุนและสร้างอิสรภาพทางเทคโนโลยี คาดเทรนด์นี้จะเร่งตัวชัดเจนในช่วงปี 2026-2028
ในขณะที่โลกกำลังจับตาการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Nvidia แต่ในอีกฟากหนึ่งอย่างประเทศจีน ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาชิปจากสหรัฐฯ และหันมาสร้างอาณาจักรเทคโนโลยีที่ "ไม่ต้องมี Nvidia" ก็อยู่ได้
ต้นทุนและขนาดธุรกิจ: ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชิปจีนชนะ
Zelostech สตาร์ทอัพผู้พัฒนา "Robovan" หรือรถขนส่งสินค้าไร้คนขับ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้ได้ดีที่สุด โดยบริษัทเปิดเผยว่ามีแผนจะปรับเปลี่ยนซัพพลายเออร์ชิปจากเดิมที่พึ่งพา Nvidia เพียงอย่างเดียว มาเป็นซัพพลายเออร์ในประเทศและรายอื่นๆ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นเรื่อง "ต้นทุน" โดยทางบริษัทระบุว่า:
- การใช้ชิปที่ผลิตในจีนมีต้นทุนต่ำกว่าชิป Nvidia Orin ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างมาก
- เมื่อต้นทุนถูกลง บริษัทสามารถขยายขนาดกองรถ (Scale) ได้เร็วขึ้น
- การมีรถบนถนนมากขึ้น หมายถึงการเก็บข้อมูล (Data) ที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนา AI แม่นยำและน่าเชื่อถือในสายตาของผู้คุมกฎระเบียบ
ปัจจุบัน Zelostech มีรถปฏิบัติการแล้วกว่า 25,000 คันใน 20 ประเทศ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง Waymo ของ Alphabet ที่มีรถเพียงไม่กี่พันคัน
อุตสาหกรรมยานยนต์และ AI ในจีนพร้อมใจ "ปลดล็อก" ตัวเอง
แนวโน้มการเลิกใช้ Nvidia ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มรถขนส่ง แต่ลามไปถึงค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่และผู้พัฒนาโมเดล AI:
- BYD, Nio และ Xpeng: เริ่มเปิดตัวชิปประมวลผลสำหรับระบบช่วยขับขี่ที่พัฒนาขึ้นเอง
- Volkswagen: จับมือกับ Horizon Robotics บริษัทสัญชาติจีนเพื่อพัฒนาระบบอัจฉริยะโดยไม่ใช้เทคโนโลยีของ Nvidia
- โมเดล AI รุ่นใหม่: เช่น MiniMax, Kimi และ DeepSeek V4 เริ่มปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้ทำงานบนฮาร์ดแวร์ในจีนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบนิเวศ CUDA ของ Nvidia อีกต่อไป
ก้าวต่อไปของ Huawei และทิศทางในอนาคต
Huawei ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของจีน ได้เปิดเผยความสำเร็จในการใช้วิธีการใหม่ทางวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาชิป และเตรียมบรรจุในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ซึ่ง Goldman Sachs คาดการณ์ว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านมาใช้ชิปในประเทศจะเร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2026-2028
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า จีนมีแรงจูงใจสูงที่จะจำกัดการพึ่งพาชิปจากภายนอก เพราะยิ่งบริษัทในจีนใช้ชิปท้องถิ่นมากเท่าไร ชิปเหล่านั้นก็จะได้รับการพัฒนาผ่านข้อมูลการใช้งานจริง (Feedback loop) จนสามารถแข่งขันได้ในระดับโลกในที่สุด
ทางออกของ Nvidia: รุกตลาดไต้หวันและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
ในฝั่งของ Nvidia แม้รายได้จากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงจะเริ่มลดลง แต่บริษัทได้เบนเข็มไปลงทุนในไต้หวันอย่างหนัก โดยมีแผนทุ่มงบประมาณสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมมองหาโอกาสใหม่ในโลกของ "Physical AI" ผ่านการร่วมมือกับสตาร์ทอัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่าง Unitree
บทสรุปของสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีของจีนไม่ได้ถูกตีกรอบอยู่เพียงแค่การเข้าถึงชิปประสิทธิภาพสูงจากสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่คือการสร้างความสำเร็จด้วยทรัพยากรและนวัตกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง