จับตาคดีอาญา "เจอโรม พาวเวล" เดิมพันครั้งใหญ่ต่อความเป็นอิสระของเฟดและเศรษฐกิจโลก
การสอบสวนทางอาญาต่อประธานเฟดถูกมองว่าเป็นความพยายามแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งอาจทำลายความเชื่อมั่นและนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อรวมถึงดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้นในอนาคต
การที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มดำเนินการสอบสวนทางอาญาต่อ นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กำลังกลายเป็นประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องข้อกฎหมายทั่วไป แต่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความพยายามแทรกแซง "ความเป็นอิสระ" ของธนาคารกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค
เมื่อ "ความเป็นอิสระของเฟด" ถูกท้าทาย
เหล่านักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำมองว่า การสอบสวนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าพาวเวลจะระบุว่าการสอบสวนเรื่องงบประมาณปรับปรุงสำนักงานใหญ่เป็นเพียงข้ออ้างทางการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
มาร์ค แซนดิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Moody's ให้ความเห็นว่า "เรื่องนี้ไม่มีผลดีเลยสำหรับทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค" โดยระบุว่าความกังวลหลักคือการสูญเสียความเชื่อมั่นในธนาคารกลางที่ควรจะปลอดจากการเมือง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและนักลงทุน
หากเฟดสูญเสียความเป็นอิสระและต้องดำเนินนโยบายตามคำสั่งทางการเมือง ผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวอาจรุนแรงกว่าที่คิด ดังนี้:
- เงินเฟ้อพุ่งสูง: การเร่งลดดอกเบี้ยตามแรงกดดันทางการเมืองอาจทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป จนนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้
- อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น: แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลง แต่หากตลาดขาดความเชื่อมั่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้จำนองและสินเชื่อต่าง ๆ แพงขึ้นตามไปด้วย
- ความผันผวนในตลาดทุน: ตลาดหุ้นและพันธบัตรจะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงขึ้น ซึ่งจะบั่นทอนมูลค่าสินทรัพย์ของนักลงทุนในระยะยาว
บทเรียนจากอดีต: เมื่อการเมืองครอบงำการเงิน
นักเศรษฐศาสตร์ยกตัวอย่างในยุคปี 1970 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน กดดัน อาร์เธอร์ เบิร์นส์ ประธานเฟดในขณะนั้น ให้คงอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ผลที่ตามมาคือสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อที่พุ่งแตะระดับ 15% ในปี 1980 จนธนาคารกลางต้องแก้ปัญหาด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในภายหลัง ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างมาก
นอกจากนี้ กรณีของประเทศอย่างอาร์เจนตินา ตุรกี หรือซิมบับเว ที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงธนาคารกลาง ต่างก็ลงเอยด้วยหายนะทางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
มุมมองนักวิเคราะห์
แม้ในระยะสั้น ตลาดหุ้นอาจจะยังขานรับเชิงบวกต่อแนวโน้มดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่ในระยะยาว "ต้นทุนของความไม่แน่นอน" จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ หากเฟดไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักที่มั่นคงในการรักษาเสถียรภาพราคาได้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกอาจก้าวเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงมากกว่าโอกาส