น้ำมันดิบพุ่งกว่า 8% ทะลุ 72 ดอลลาร์ รับข่าวสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเดือด หวั่นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งกว่า 8% ทะลุระดับ 72 ดอลลาร์ หลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านสร้างความกังวลต่อการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซและวิกฤตอุปทานพลังงานโลก
ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในการซื้อขายช่วงคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) โดยทะยานขึ้นกว่า 8% ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่
ตลาดน้ำมันเดือด รับข่าวปฏิบัติการทางทหาร
แรงซื้อที่ถาโถมเข้ามาในตลาดน้ำมันเกิดขึ้นหลังจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายเสียชีวิต สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองและการปกครองให้กับอิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก (OPEC)
ตัวเลขการซื้อขายล่าสุดสะท้อนความกังวลสูงสุดของตลาด:
- น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI): พุ่งขึ้นกว่า 8% หรือเพิ่มขึ้น 5.55 ดอลลาร์ แตะระดับ 72.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent): ทะยานขึ้นราว 9% หรือเพิ่มขึ้น 6.54 ดอลลาร์ แตะระดับ 79.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
จับตา "ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดตายการค้าโลก
ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญสูงสุดคือความเสี่ยงในการปิดกั้น "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานระบุว่า ขณะนี้การจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณดังกล่าวแทบจะหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง เนื่องจากบริษัทเดินเรือต่างเริ่มใช้มาตรการระมัดระวังความปลอดภัยและชะลอการเดินทาง
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ:
- ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
- ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดคือประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งรับซื้อน้ำมันจากเส้นทางนี้ถึง 3 ใน 4 ของปริมาณทั้งหมด
มุมมองนักวิเคราะห์: โอกาสเห็นน้ำมันแตะ 100-120 เหรียญ
สถาบันการเงินชั้นนำต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอีก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ:
- Barclays: ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางเลวร้ายลงจนควบคุมไม่ได้
- UBS: มองกรณีเลวร้ายหากมีการชะงักงันของอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตัวแปรสำคัญคือความรวดเร็วในการฟื้นตัวของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีการตอบโต้ของอิหร่าน
- Lipow Oil Associates: เตือนว่าการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน (3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน) อาจพังทลายลงจากความไม่สงบภายในประเทศและการนัดหยุดงานของแรงงานในภาคการผลิต
ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ และความหวังในการเจรจา
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงว่าปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตาม เขายังเปิดช่องสำหรับการลดความขัดแย้ง (De-escalation) โดยระบุว่าฝ่ายอิหร่านแสดงความจำนงที่จะเจรจา และตนได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว