วิกฤตพลังงานอินเดียส่อเค้ารุนแรง หลังสหรัฐฯ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ-ยุติผ่อนผันซื้อน้ำมันรัสเซีย
อินเดียเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันอย่างหนักและอาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังสหรัฐฯ สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติการผ่อนผันให้ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
อินเดียกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ หลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศมาตรการปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองได้เข้ามาซ้ำเติมภาวะตึงตัวของตลาดพลังงานโลกและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอินเดียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อุปทานน้ำมันหดหาย-คลังสำรองอยู่ในระดับต่ำ
มาตรการบล็อกเรือขนส่งสินค้าเข้าออกท่าเรือของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อกดดันเตหะรานหลังการเจรจาสันติภาพล้มเหลว ทว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนิวเดลี โดยนักวิเคราะห์จาก XAnalysts ประเมินว่าอินเดียกำลังสูญเสียอุปทานน้ำมันที่เคยขนส่งผ่านเส้นทางนี้ถึง 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- การพึ่งพาการนำเข้าสูง: อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 85% ของความต้องการใช้ในประเทศ หรือราว 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- คลังสำรองมีจำกัด: ปัจจุบันอินเดียมีน้ำมันสำรองประมาณ 160 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับภาวะชะงักงันทางอุปทานได้เพียง 30 วันเท่านั้น เมื่อเทียบกับจีนที่มีน้ำมันสำรองรองรับได้นานถึง 300 วัน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางการเติบโต
แม้สถานีบริการน้ำมันในประเทศจะยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคเอกชนของอินเดียในเดือนมีนาคมร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 โดยภาคธุรกิจระบุถึงปัจจัยกดดันจากภาวะตลาดผันผวนและต้นทุนเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
กระทรวงการคลังอินเดียได้ออกโรงเตือนว่า เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ระดับ 7.0% - 7.4% สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2570 กำลังเผชิญความเสี่ยงขาลงอย่างมีนัยสำคัญ จากต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นและปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุดตัว
แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ นิวเดลีบนทางสองแพร่ง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า อินเดียกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับความคาดหวังเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้อินเดียยอมลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพื่อรักษาสัมพันธ์ทางการค้ากับวอชิงตัน และหันไปพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางแทน
ทว่าเมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซัพพลายเชนน้ำมันที่สะดุดลงได้บีบให้อินเดียต้องหวนกลับไปนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอีกครั้ง โดยอาศัยมาตรการผ่อนผัน 30 วันจากสหรัฐฯ แต่เมื่อมาตรการดังกล่าวเพิ่งหมดอายุลง นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy ประเมินว่าตลาดน้ำมันที่ตึงตัวจัดอาจบีบให้สหรัฐฯ ต้องพิจารณาขยายเวลาผ่อนผันออกไปเพื่อสกัดความร้อนแรงของราคาน้ำมันโลก
อย่างไรก็ตาม ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลอินเดียยังคงพยายามลดทอนความกังวลของตลาด โดยกระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติยืนยันว่า โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังและประเทศมีปริมาณน้ำมันคงคลังในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการ