วิกฤตตะวันออกกลางระอุ! สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเดือด สังหาร 'คาเมเนอี' ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ทรัมป์ลั่นกวาดล้างระบอบเตหะราน
สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน มุ่งเป้าเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ส่งผลให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามบานปลาย ท่ามกลางความกังวลว่าอิหร่านจะตอบโต้รุนแรงทั่วภูมิภาค
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงถึงขีดสุด หลังกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลเตหะรานอาจตัดสินใจตอบโต้กลับอย่างรุนแรงแบบยอมแลกทุกอย่าง (Lash out)
ทรัมป์เดินหน้ายุทธศาสตร์ "เปลี่ยนระบอบ" (Regime Change)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่าเป้าหมายของปฏิบัติการคือ "การขจัดภัยคุกคามที่จวนตัวจากระบอบอิหร่าน" ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าถ้อยแถลงนี้สะท้อนจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการทำลายโครงการนิวเคลียร์ มาเป็นการมุ่งเป้าที่ตัวผู้นำและศูนย์บัญชาการเพื่อนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง"
เดวิด ซิลบีย์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์การทหารจากมหาวิทยาลัย Cornell วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้แตกต่างจากการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์เมื่อปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยสหรัฐฯ มุ่งหวังให้เกิดการล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านจากภายใน ไม่ว่าจะด้วยการลุกฮือของประชาชนหรือการทำรัฐประหาร เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่มีแผนที่จะส่งทหารราบเข้าทำสงครามเต็มรูปแบบ
ความเสี่ยงสงครามขยายวงกว้างทั่วอ่าวอาหรับ
ผลพวงจากการโจมตีได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่าอิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังอิสราเอลและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ได้แก่:
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
- กาตาร์
- บาห์เรน
- ซาอุดีอาระเบีย
- คูเวต และจอร์แดน
ผู้เชี่ยวชาญจาก The Asia Group เตือนว่า ความพยายามในการผ่อนคลายความตึงเครียด (Détente) ระหว่างอิหร่านกับชาติอาหรับตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจถึงจุดสิ้นสุด และมีความเสี่ยงสูงที่อิหร่านจะใช้วิธีการตอบโต้ทุกรูปแบบ รวมถึงการก่อการร้ายในยุโรปและสหรัฐฯ
ท่าทีของมหาอำนาจ: จีนและรัสเซีย
แม้ทั้งจีนและรัสเซียจะออกมาแถลงประณามการกระทำของสหรัฐฯ แต่บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่าทั้งสองชาติอาจไม่สามารถให้ความช่วยเหลืออิหร่านได้อย่างเป็นรูปธรรม
- รัสเซีย: ศักยภาพทางทหารลดทอนลงอย่างมากจากสงครามยืดเยื้อในยูเครน ทำให้บทบาทในตะวันออกกลางลดน้อยลง
- จีน: แม้จะเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน แต่ปักกิ่งยังคงสงวนท่าที โดยมุ่งเน้นการเรียกร้องให้เจรจาทางการทูต นักวิเคราะห์มองว่า จีนอาจมองเห็นประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เพราะยิ่งอิหร่านอ่อนแอลง ก็ยิ่งต้องพึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจและการทูตมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออำนาจต่อรองของจีนในระยะยาว
ล่าสุด การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เคยดำเนินการมาได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ โดยสหรัฐฯ และพันธมิตรมองว่าช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่ระบอบอิหร่านเปราะบางที่สุด และเป็นโอกาสสำคัญในการ "จัดระเบียบภูมิภาคใหม่" ที่ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้