ราคาน้ำมันพุ่ง 2% อิสราเอลสั่งขยายวงรบเลบานอน ทุบความหวังหยุดยิง-จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางคุกรุ่น
ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 2% แตะระดับ 93 ดอลลาร์ หลังอิสราเอลสั่งขยายปฏิบัติการทหารในเลบานอน ทำลายความหวังหยุดยิงและเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 2% ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากอิสราเอลประกาศขยายปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน ส่งผลให้ความหวังในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเลือนลางลง และกระตุ้นความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันจากการเผชิญหน้ากับกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ที่มีอิหร่านหนุนหลัง
สถานการณ์ราคาน้ำมันล่าสุด
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีดังนี้:
- น้ำมันดิบ Brent: ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.45% อยู่ที่ 93.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบ WTI: ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% อยู่ที่ 89.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความตึงเครียดปะทุหลังคำสั่งบุกเลบานอน
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่สั่งการให้กองทัพ (IDF) ขยายปฏิบัติการรุกคืบเข้าไปในเลบานอนมากขึ้น แม้ว่าจะมีการประกาศหยุดยิงไปก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการเจรจาระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในวอชิงตันเมื่อวันศุกร์ ซึ่งเดิมทีถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวก แต่การขยายวงของความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถขยายข้อตกลงหยุดยิงต่อไปได้
มุมมองนักวิเคราะห์: ความผันผวนแบบสองด้าน
โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ให้ความเห็นต่อทิศทางราคาน้ำมันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 โดยระบุว่าราคามีโอกาสเผชิญกับความเสี่ยงทั้งสองด้าน (Two-sided risks):
- ปัจจัยหนุนราคา: ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่อาจขัดขวางการผลิตและขนส่งน้ำมัน ซึ่งจะผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นตามคาดการณ์ที่ 90 ดอลลาร์สำหรับ Brent และ 83 ดอลลาร์สำหรับ WTI
- ปัจจัยกดดันราคา: อุปสงค์ (Demand) ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะข้อมูลยอดค้าปลีกน้ำมันในเดือนเมษายนจากจีนและยุโรปตะวันตกที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่หนุนราคาในระยะสั้น แต่นักลงทุนยังต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจในจีนและยุโรปที่อาจกลายเป็นปัจจัยลบต่อราคาน้ำมันในระยะยาวเช่นกัน