วิกฤตน้ำมันส่อปะทุ! สหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน หวั่นปิด 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ดันราคาแตะ 100 เหรียญ เสี่ยงทุบเศรษฐกิจโลกพัง
นักวิเคราะห์เตือนวิกฤตตะวันออกกลางอาจลุกลามสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ชี้หากมีการปิด 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกและชาติเอเชียอย่างหนัก
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับถึงขีดสุด หลังสหรัฐฯ ผนึกกำลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่การปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าเป็นฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที
รายงานข่าวระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มโอเปก (OPEC) กำลังสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่ออุปทานน้ำมันโลก โดยอิหร่านถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 4 ของโอเปก มีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก
จับตาราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 เหรียญ
บ็อบ แมคนัลลี (Bob McNally) ประธานบริษัท Rapidan Energy และอดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานของทำเนียบขาว ให้ความเห็นว่า ตลาดน้ำมันกำลังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้คือ "ของจริง" และคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า (Futures) อาจดีดตัวขึ้นทันที 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อตลาดเปิดทำการซื้อขาย
แมคนัลลีเตือนว่า หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยสำหรับการเดินเรือ หรือทำการปิดช่องแคบดังกล่าว ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ไม่ยาก โดยอิหร่านมีคลังอาวุธทั้งทุ่นระเบิดและขีปนาวุธระยะสั้นจำนวนมากที่พร้อมจะสร้างความปั่นป่วนให้กับเส้นทางเดินเรือนี้
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ล่าสุดปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 2.45%
- ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 2.78%
เอเชียรับศึกหนัก หาก 'ช่องแคบฮอร์มุซ' ถูกปิดตาย
ข้อมูลจาก Kpler บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึงกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก โดยผู้ได้รับผลกระทบหลักคือประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งรองรับปริมาณน้ำมันกว่า 3 ใน 4 ที่ผ่านเส้นทางนี้
"การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ จะการันตีการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession) อย่างแน่นอน" แมคนัลลีกล่าวเสริม พร้อมชี้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ "การกักตุนสินค้า" (Hoarding) ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากประเทศผู้นำเข้าในเอเชีย นำไปสู่สงครามราคาแย่งชิงทรัพยากรที่รุนแรงที่สุด
ข้อจำกัดด้านอุปทานและเส้นทางสำรอง
แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีท่อส่งน้ำมันที่สามารถเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ปริมาณที่รองรับได้นั้นถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการจริง นอกจากนี้ กำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) ของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งหากช่องแคบถูกปิด น้ำมันเหล่านี้ก็จะถูกตัดขาดจากตลาดโลกเช่นกัน
ในแง่ของการรับมือ เควิน บุ๊ค (Kevin Book) จาก ClearView Energy Partners ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ที่มีอยู่ราว 415 ล้านบาร์เรลออกมาใช้ แต่หากวิกฤตยืดเยื้อ ปริมาณสำรองดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปทานที่หายไปจากตลาดได้
ล่าสุดมีรายงานว่าอิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต ยูเออี และบาห์เรนแล้ว ซึ่งสถานการณ์นี้จะกดดันให้บริษัทประกันภัยปรับขึ้นเบี้ยประกันเรือขนส่งน้ำมันอย่างรุนแรง หรืออาจปฏิเสธการรับประกันเรือที่ผ่านน่านน้ำดังกล่าวโดยสิ้นเชิง