ราคาน้ำมันพุ่งแรง 4% รับศึกตะวันออกกลางเดือด-เฮอริเคนถล่มแหล่งผลิตสหรัฐฯ
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 104 ดอลลาร์ หลังอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ และพายุเฮอริเคนไอเซอัสทำยอดผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกลดลง 25%
ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับภัยธรรมชาติจากพายุเฮอริเคนที่กำลังจ่อถล่มแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญในสหรัฐฯ
ราคาน้ำมันตลาดโลกดีดตัวรับปัจจัยเสี่ยง
ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดในระดับที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้:
- น้ำมันดิบ Brent: ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% ปิดที่ 104.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบ WTI: ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.6% ปิดที่ 91.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตะวันออกกลางระอุ: อิหร่าน-ฮูตี เปิดฉากโจมตีต่อเนื่อง
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาให้สูงขึ้น หลังจากมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 9 ลำถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการขนส่งพลังงานโลก ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าวลดลงเหลือ 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือต่ำกว่าระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้งถึง 30%
นอกจากนี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินในกรุงริยาดและเมืองอับฮาของซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ตลาดต้องบวกเพิ่ม "ค่าพรีเมียมความเสี่ยง" (Risk Premium) เข้าไปในราคาน้ำมันอย่างเลี่ยงไม่ได้
พายุไอเซอัสจ่อถล่มแหล่งผลิตในอ่าวเม็กซิโก
ในฝั่งสหรัฐฯ ผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกต้องสั่งระงับการผลิตชั่วคราวแล้วประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเตรียมรับมือกับพายุเฮอริเคน "ไอเซอัส" (Isaias) ที่กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งรัฐอลาบามา มิสซิสซิปปี และฟลอริดา ซึ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันในตลาด
ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ช่วยชะลอความร้อนแรง
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ปรับลดความร้อนแรงลงมาเล็กน้อยในช่วงท้ายของการซื้อขาย หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงยืนยันว่าสหรัฐฯ จะยังไม่มีการเปิดฉากโจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนที่เกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายไปสู่สงครามเต็มรูปแบบในระยะเวลาอันใกล้
มุมมองนักวิเคราะห์
นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก TD Securities ให้ความเห็นว่า แม้การขนส่งน้ำมันจะยังดำเนินต่อไปได้ แต่ความจำเป็นที่ต้องมีกองทัพเรือสหรัฐฯ คอยอารักขา รวมถึงต้นทุนจดทะเบียนและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงในการถูกโจมตี จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันยังคงมีพรีเมียมความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงต่อไปในระยะยาว