ปริมาณเรือน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซดิ่ง 90% หลังขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านยืดเยื้อ
ปริมาณการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซดิ่งลง 90% จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การจราจรเรือน้ำมันดิ่ง 90% เซ่นพิษความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน
ปริมาณการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงถึง 90% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวแล้วก็ตาม แต่ความตึงเครียดที่ยังคุกรุ่นได้สร้างภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ของโลก
สถานการณ์การเดินเรือล่าสุด
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าในสัปดาห์นี้มีเรือบรรทุกน้ำมันเพียง 9 ลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ซึ่งสามารถรองรับน้ำมันได้ราว 2 ล้านบาร์เรล เคลื่อนผ่านเส้นทางดังกล่าว ได้แก่:
- เรือ RHN: เดินทางจากอ่าวโอมานเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นเรือของบริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนชักธงกูราเซา
- เรือ Alicia: เคลื่อนตัวผ่านช่องแคบเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียเมื่อวันอังคาร พร้อมกับเรือขนาดต่างๆ อีกอย่างน้อย 4 ลำ
สมรภูมิชิงอำนาจเหนือเส้นทางเดินเรือ
ปัจจุบัน สหรัฐฯ และอิหร่านต่างพยายามแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล ป้องกันไม่ให้เรือเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน หลังจากการเจรจายุติข้อพิพาทล้มเหลวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ทางการอิหร่านยังคงประกาศกร้าวว่าตนเป็นผู้ควบคุมน่านน้ำบริเวณดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จ
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
ก่อนเกิดข้อพิพาท ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางกับตลาดโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบถึง 20% ของโลก การทรุดตัวของการจราจรทางเรือในพื้นที่นี้จึงจุดชนวนให้เกิดวิกฤตอุปทานน้ำมันตึงตัวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า การฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ภาวะปกติ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อลดแรงกดดันต่ออุปทานพลังงาน ทิศทางราคา และเศรษฐกิจโลกในภาพรวม