หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกทำสถิติใหม่ (1 มิ.ย. 69) หุ้นเทคฯ ใหญ่หนุนตลาด แม้ราคาน้ำมันพุ่ง
สรุปภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ (1 มิ.ย. 69)
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในแดนบวกและสร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในวันจันทร์ แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม โดยดัชนีหลักปิดทำการดังนี้:
- S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.3% ปิดที่ 7,599.96 จุด
- Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 0.1% ปิดที่ 51,078.88 จุด
- Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.4% ปิดที่ 27,086.81 จุด
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักให้ดัชนีสำคัญเดินหน้าทำสถิติใหม่ ในขณะที่หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด
นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่การเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้ นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าความตื่นตัวเกี่ยวกับชิปตัวใหม่ของ Nvidia ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นได้สร้างแรงกดดันต่อหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดในภาพรวม
มุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย
แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ใช่ปัจจัยขับเคลื่อนหลักในวันนี้ แต่นักลงทุนยังคงจับตาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในอิหร่าน เนื่องจากอาจส่งผลต่อระยะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจึงปรับตัวสูงขึ้น และทำไมหุ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยจึงเผชิญกับแรงกดดัน
ความเคลื่อนไหวในตลาดอื่น
ในตลาดสำคัญอื่นๆ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากนักลงทุนตอบรับต่อการสู้รบครั้งใหม่ที่คุกคามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นโดยทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและเพิ่มทางเลือกในการพักเงินให้กับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถหยุดยั้งดัชนีหลักจากการปิดบวกได้
ภาพรวมรายกลุ่มอุตสาหกรรม
ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 มีเพียงกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มพลังงานเท่านั้นที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง
หุ้น Nvidia พุ่งสูงขึ้นหลังจากเปิดตัวชิปใหม่ที่มุ่งเน้นการนำฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสู่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากขึ้น ซึ่งช่วยดึงดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ให้ปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน กลุ่มสาธารณูปโภคเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าการปรับขึ้นของตลาดในวันนี้ไม่ได้กระจายตัวในวงกว้าง
ภาวะตลาดและมุมมองในระยะถัดไป
ภาวะตลาดโดยรวมแสดงให้เห็นถึงการซื้อขายที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน นักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในวงแคบ แต่มีการเทขายกระจายไปในหุ้นอื่นๆ จำนวนมาก โดยข้อมูลชี้ว่าจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลงมีมากกว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)
บรรยากาศการลงทุนยังคงมีเสถียรภาพและค่อนข้างเป็นบวก แต่ก็เป็นการเลือกซื้อขายอย่างเฉพาะเจาะจง นักลงทุนแสดงให้เห็นว่าพวกเขายินดีที่จะลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต่อไป ขณะที่ยังคงระมัดระวังในกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยในระยะสั้น ปัจจัยที่ต้องจับตาคือพัฒนาการในตะวันออกกลางและรายงานผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่จะบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นของตลาดจะสามารถขยายวงกว้างออกไปได้หรือไม่