ตึงเครียดหนัก! สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากถล่มเดือด กระทบช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งแรง
สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากปะทะกันอย่างรุนแรงรอบใหม่ กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซและทำลายข้อตกลงหยุดยิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งขึ้นเกือบ 3%
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันอย่างดุเดือดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ข้อตกลงสันติภาพที่เพิ่งเริ่มมีความหวังต้องหยุดชะงักลง และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันที
ชนวนเหตุและการโต้ตอบทางทหาร
อิหร่านได้ดำเนินการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธเข้าถล่มฐานทัพอเมริกันในหลายประเทศแถบอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นคูเวต บาห์เรน จอร์แดน โอมาน และกาตาร์ โดยสื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่านี่คือการเอาคืนอย่างสาสมต่อการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายในอิหร่านก่อนหน้านี้
ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายหลายสิบแห่งเพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเป้าหมายประกอบด้วย:
- ระบบป้องกันภัยทางอากาศและสถานีเรดาร์ชายฝั่ง
- ฐานยิงขีปนาวุธและคลังเก็บโดรน
- เรือรบขนาดเล็กและโดรนโจมตีทางทะเล
ราคาน้ำมันดิบพุ่งรับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
การปะทะกันครั้งล่าสุดสร้างความกังวลอย่างหนักต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์:
- น้ำมันดิบ Brent: ปรับตัวขึ้น 2.8% ซื้อขายที่ระดับ 78.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- น้ำมันดิบ WTI: ปรับตัวขึ้น 2.5% ซื้อขายที่ระดับ 73.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ข้อตกลงสันติภาพส่อแววล่ม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่าข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อเดือนก่อนถูกยกเลิกไปแล้ว แม้จะพยายามผลักดันให้มีการเจรจาต่อก็ตาม ด้านประธานรัฐสภาอิหร่านออกมาประกาศกร้าวว่า "ยุคสมัยของการทำข้อตกลงฝ่ายเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว" พร้อมขู่ว่าสหรัฐฯ จะต้องชดใช้ที่ไม่รักษาคำพูด
นอกจากนี้ อิหร่านยังได้กล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามกดดันประเทศโอมาน เพื่อขัดขวางการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมานเกี่ยวกับการจัดระเบียบการเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงข้อเสนอเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (Transit Fees) ที่นักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นประเด็นความขัดแย้งทางกฎหมายระหว่างประเทศในอนาคต
สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับสถานะการเปิด-ปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง