สหรัฐฯ ปิดช่องแคบฮอร์มุซกดดันอิหร่าน พ่นพิษสะเทือนเศรษฐกิจพลังงานจีน-อินเดีย
มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ เพื่อกดดันอิหร่าน กำลังสร้างความตึงเครียดทางการทูตกับจีนและส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความมั่นคงทางพลังงานของอินเดีย
มาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ เพื่อกดดันอิหร่านขั้นสูงสุด กำลังลุกลามบานปลายและสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อสองมหาอำนาจแห่งเอเชียอย่างจีนและอินเดีย ทั้งในแง่ความตึงเครียดทางการทูตและความมั่นคงทางพลังงาน
จีนรับมือได้ แต่เสี่ยงกระทบความสัมพันธ์
การปิดล้อมของสหรัฐฯ เกิดขึ้นในช่วงเวลาอ่อนไหว เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ แม้รัฐบาลวอชิงตันจะพยายามรักษาความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีให้ราบรื่น ทว่าความขัดแย้งกับอิหร่านอาจทำให้ความพยายามดังกล่าวสะดุดลง
ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 50% หากทางการปักกิ่งจัดหาอาวุธให้อิหร่าน ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมาตอบโต้ท่าทีดังกล่าวอย่างดุเดือดว่าเป็นการใส่ร้ายและเตรียมมาตรการสวนกลับหากสหรัฐฯ ดำเนินการจริง
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ จีนยังรับมือกับวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าประเทศอื่น เนื่องจากมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมการนำเข้าสุทธิได้นานกว่า 120 วัน และมีแหล่งพลังงานที่หลากหลาย แม้ว่าปัจจุบันการส่งออกน้ำมันของอิหร่านกว่า 98% จะมีปลายทางอยู่ที่จีนก็ตาม
อินเดียอ่วม เสี่ยงเผชิญวิกฤตขาดแคลนพลังงาน
ในทางกลับกัน อินเดียกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่หนักหน่วงกว่ามาก ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก อินเดียมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้งานไม่ถึง 60 วัน และที่น่ากังวลที่สุดคือก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับภาคครัวเรือนและธุรกิจ โดยอินเดียพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และมีปริมาณสำรองเหลือใช้เพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้นหากการนำเข้าหยุดชะงัก
แม้อินเดียจะเพิ่งกลับมานำเข้าน้ำมันและก๊าซจากอิหร่านเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาภายใต้การผ่อนผันชั่วคราวจากสหรัฐฯ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าท้ายที่สุดแล้ว นิวเดลีอาจต้องยอมระงับการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเมื่อสิทธิผ่อนผันสิ้นสุดลง และหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานอื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความสัมพันธ์กับวอชิงตันต้องแตกหัก
จับตาความเสี่ยงที่อาจบานปลาย
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่าโอกาสที่จีนและอินเดียจะใช้มาตรการตอบโต้ขั้นรุนแรงกับสหรัฐฯ ยังมีน้อย แต่สถานการณ์นี้ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ต้องจับตาดังนี้
- การปะทะทางทะเล: หากกองทัพเรือสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือพาณิชย์ของจีน อาจบานปลายกลายเป็นวิกฤตความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างสองมหาอำนาจได้ทันที
- แรงกดดันต่อราคาน้ำมัน: การที่สหรัฐฯ วิจารณ์ว่าจีนกักตุนน้ำมันแทนที่จะช่วยคลี่คลายภาวะตึงตัวของตลาดโลก สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในระยะต่อไป