สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่าน กูรูเตือนรับแรงกระแทกหนักกว่าเวเนฯ จับตา "น้ำมัน-ทอง" ส่อพุ่งแรง
สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่าน สร้างความวิตกต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยกูรูชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงกว่ากรณีเวเนซุเอลาเนื่องจากผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดว่าจะดันราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงทันทีที่ตลาดเปิด
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาสถานการณ์ด้วยความระมัดระวัง หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิด "ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่" (Major Combat Operations) ในอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ประเมินว่า เหตุการณ์นี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดรุนแรงยิ่งกว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงกรณีของเวเนซุเอลา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันการโจมตีดังกล่าว โดยมีรายงานระเบิดเกิดขึ้นในกรุงเตหะราน ซึ่งเป้าหมายรวมถึงกระทรวงสำคัญหลายแห่ง แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะเริ่มชินชากับข่าวร้ายอย่างการขึ้นภาษีนำเข้า 15% หรือการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรณีของอิหร่านนั้น "คนละเรื่อง" และมีเดิมพันที่สูงกว่ามาก
ทำไม "อิหร่าน" ถึงน่ากลัวกว่า "เวเนซุเอลา"
Florian Weidinger จาก Santa Lucia Asset Management ชี้ว่า ผลกระทบจากอิหร่านจะมีวงกว้างกว่ามาก โดยเปรียบเทียบว่า:
- กรณีเวเนซุเอลา: เป็นเพียงปัญหาด้าน "กำลังการผลิต" (Production story) ซึ่งกระทบเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude)
- กรณีอิหร่าน: เป็นปัญหาเรื่อง "จุดยุทธศาสตร์" (Chokepoint story) เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ดังนั้น หากการสัญจรในจุดนี้หยุดชะงัก ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Violent tick up)
ประเมินทิศทางตลาด: เตรียมรับแรงกระแทกวันจันทร์
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า เมื่อตลาดเปิดทำการในวันจันทร์ นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและแห่เข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Flight to Safety)
- ตลาดหุ้น (Equities): Alicia García-Herrero จาก Natixis คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอาจเปิดลบ 1-2% หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
- ราคาน้ำมัน (Oil): มีโอกาสกระโดดขึ้นทันที 5-10%
- สินทรัพย์ปลอดภัย: เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD), เงินเยน (JPY) และทองคำ จะมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาหนาแน่น
- พันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) อาจปรับตัวลดลง 5-10 basis points จากแรงซื้อพันธบัตรเพื่อหลบภัย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอย่าเพิ่งรีบ "วัดดวง" (No hero bets) จนเกินไป โดยแนะนำให้รอดูท่าทีการตอบโต้จากฝั่งอิหร่านก่อน
จับตาฉากทัศน์สงคราม: จบเร็ว หรือ ยืดเยื้อ?
สิ่งสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินคือ "ระยะเวลา" และ "เป้าหมาย" ของปฏิบัติการครั้งนี้
David Roche จาก Quantum Strategy มองว่า หากเป็นปฏิบัติการระยะสั้นและจำกัดวง ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ แต่หากสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นความพยายาม "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" (Regime change endeavor) ที่กินเวลา 3-5 สัปดาห์ ตลาดจะตอบสนองในเชิงลบอย่างหนัก เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดกั้นยาวนาน
Kenneth Goh จาก UOB Kay Hian เสริมว่า ตลาดอาจย้อนไปดูรูปแบบความเคลื่อนไหวเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งในตอนนั้นหุ้นร่วงหนักในช่วงแรกแต่ดีดกลับขึ้นมาได้เมื่อชัดเจนว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันไม่ได้รับผลกระทบ