สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่าน กูรูเตือนรับแรงกระแทกหนักกว่าเวเนฯ จับตา "น้ำมัน-ทอง" ส่อพุ่งแรง

AI สรุปข่าว
การอ่าน 5 นาที
สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มอิหร่าน กูรูเตือนรับแรงกระแทกหนักกว่าเวเนฯ จับตา "น้ำมัน-ทอง" ส่อพุ่งแรง
สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในอิหร่าน สร้างความวิตกต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยกูรูชี้ว่ามีความเสี่ยงสูงกว่ากรณีเวเนซุเอลาเนื่องจากผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดว่าจะดันราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงทันทีที่ตลาดเปิด

ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาสถานการณ์ด้วยความระมัดระวัง หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิด "ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่" (Major Combat Operations) ในอิหร่าน ส่งผลให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ประเมินว่า เหตุการณ์นี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดรุนแรงยิ่งกว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงกรณีของเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันการโจมตีดังกล่าว โดยมีรายงานระเบิดเกิดขึ้นในกรุงเตหะราน ซึ่งเป้าหมายรวมถึงกระทรวงสำคัญหลายแห่ง แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะเริ่มชินชากับข่าวร้ายอย่างการขึ้นภาษีนำเข้า 15% หรือการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรณีของอิหร่านนั้น "คนละเรื่อง" และมีเดิมพันที่สูงกว่ามาก

ทำไม "อิหร่าน" ถึงน่ากลัวกว่า "เวเนซุเอลา"

Florian Weidinger จาก Santa Lucia Asset Management ชี้ว่า ผลกระทบจากอิหร่านจะมีวงกว้างกว่ามาก โดยเปรียบเทียบว่า:

  • กรณีเวเนซุเอลา: เป็นเพียงปัญหาด้าน "กำลังการผลิต" (Production story) ซึ่งกระทบเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude)
  • กรณีอิหร่าน: เป็นปัญหาเรื่อง "จุดยุทธศาสตร์" (Chokepoint story) เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ดังนั้น หากการสัญจรในจุดนี้หยุดชะงัก ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Violent tick up)

ประเมินทิศทางตลาด: เตรียมรับแรงกระแทกวันจันทร์

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า เมื่อตลาดเปิดทำการในวันจันทร์ นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและแห่เข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Flight to Safety)

  • ตลาดหุ้น (Equities): Alicia García-Herrero จาก Natixis คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอาจเปิดลบ 1-2% หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
  • ราคาน้ำมัน (Oil): มีโอกาสกระโดดขึ้นทันที 5-10%
  • สินทรัพย์ปลอดภัย: เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD), เงินเยน (JPY) และทองคำ จะมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาหนาแน่น
  • พันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) อาจปรับตัวลดลง 5-10 basis points จากแรงซื้อพันธบัตรเพื่อหลบภัย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอย่าเพิ่งรีบ "วัดดวง" (No hero bets) จนเกินไป โดยแนะนำให้รอดูท่าทีการตอบโต้จากฝั่งอิหร่านก่อน

จับตาฉากทัศน์สงคราม: จบเร็ว หรือ ยืดเยื้อ?

สิ่งสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินคือ "ระยะเวลา" และ "เป้าหมาย" ของปฏิบัติการครั้งนี้

David Roche จาก Quantum Strategy มองว่า หากเป็นปฏิบัติการระยะสั้นและจำกัดวง ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ แต่หากสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นความพยายาม "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" (Regime change endeavor) ที่กินเวลา 3-5 สัปดาห์ ตลาดจะตอบสนองในเชิงลบอย่างหนัก เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดกั้นยาวนาน

Kenneth Goh จาก UOB Kay Hian เสริมว่า ตลาดอาจย้อนไปดูรูปแบบความเคลื่อนไหวเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งในตอนนั้นหุ้นร่วงหนักในช่วงแรกแต่ดีดกลับขึ้นมาได้เมื่อชัดเจนว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันไม่ได้รับผลกระทบ

#news
ข่าวสารล่าสุด
ดูเพิ่มเติม
บทความล่าสุด
ดูเพิ่มเติม

ตลาดจริง, ผลลัพธ์จริง สู่ความสำเร็จที่แท้จริง

จากการทดลองในตลาดจริง เราได้เผยกลยุทธ์และผลลัพธ์ที่จับต้องได้
มาร่วมค้นพบแนวทางลงทุนที่ผ่านการพิสูจน์และวิเคราะห์เชิงลึก

ดูเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์พิเศษทางจาก Wealth Lab

เราคัดสรรข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดและบทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อให้คุณได้มุมมองที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ
พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนที่มั่นคงในอนาคต