สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่านเบ็ดเสร็จ กระทบเศรษฐกิจวันละ 435 ล้านดอลล์ ขณะตลาดจับตาสัญญาณเจรจาสันติภาพ
กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการปิดล้อมการค้าทางทะเลของอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลงรับความหวังในการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง
กองบัญชาการทหารกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงความสำเร็จในการปฏิบัติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านทางทะเลอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เส้นทางการค้าหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของอิหร่านถูกตัดขาด ขณะเดียวกันทำเนียบขาวเริ่มส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาค
ผลกระทบจากการปิดล้อมทางทะเล
ปฏิบัติการดังกล่าวบรรลุผลภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่ง โดยสหรัฐฯ ได้ระดมกำลังทหารกว่า 10,000 นาย พร้อมด้วยกองเรือรบและเครื่องบินขับไล่เข้าประจำการบริเวณอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์กำลังดำเนินไปอย่างเปราะบาง
ศูนย์วิจัย Foundation for Defense of Democracies ประเมินว่า มาตรการนี้จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านเฉลี่ยวันละ 435 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากกว่า 90% ของมูลค่าการค้าทางทะเลของอิหร่านต้องอาศัยเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และประเทศยังขาดแคลนเส้นทางการค้าสำรองที่มีศักยภาพ
- ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก กองกำลังสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นและผลักดันเรือพาณิชย์อย่างน้อย 6 ลำให้กลับเข้าสู่ท่าเรืออิหร่าน
- อย่างไรก็ตาม บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางทะเล Windward ระบุว่ายังมีเรือบางลำที่ฝ่าด่านไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มเรือที่มีความเสี่ยงสูงหรือติดธงสัญชาติปลอม รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันของจีนที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร
ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก
การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีของกองกำลังร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังสร้างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มประเทศผู้ซื้อน้ำมันหลักของอิหร่าน โดยทางการจีนได้ออกมาประณามมาตรการของสหรัฐฯ ว่าเป็นการกระทำที่ "อันตรายและขาดความรับผิดชอบ" ซึ่งจะยิ่งกระพือความขัดแย้งในภูมิภาค
นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประกาศหั่นตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก (GDP) ประจำปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.3% พร้อมเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายที่อาจกดดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้
ตลาดน้ำมันจับตาสัญญาณเจรจา
แม้จะมีมาตรการทางทหารที่เข้มงวด แต่ท่าทีของฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ที่เปิดช่องสำหรับการเจรจาสันติภาพ ได้ช่วยบรรเทาความกังวลของนักลงทุน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสหรัฐฯ (WTI) งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคม ปรับลดลง 0.88% สู่ระดับ 90.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 0.31% ปิดที่ 94.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล