สรุปตลาดหุ้นสหรัฐฯ 1 ก.ย. 69: ดัชนีร่วงถ้วนหน้าจากแรงกดดันราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์พุ่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบถ้วนหน้า หลังราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์พุ่งสูง
สรุปภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประจำวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 ดัชนีหลักปิดปรับตัวลงในวงกว้าง โดยได้รับแรงกดดันพร้อมกันจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เป็นตัวฉุดตลาดโดยรวม
- ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.7%
- ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดลดลง 0.8%
- ดัชนี Nasdaq ปิดลดลง 1.0%
ปัจจัยเสี่ยงเงินเฟ้อฉุดความเชื่อมั่น
นักลงทุนจับตาความเสี่ยง 2 ประการที่อาจทำให้เงินเฟ้อคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ข่าวการโจมตีทางทหารครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น สร้างความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจไม่ลดลงง่ายๆ ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ขยับขึ้นทำให้นักลงทุนลังเลที่จะจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อซื้อหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาการเติบโตในอนาคต
ตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย
ประเด็นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ถูกเชื่อมโยงกับการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตลาดได้เพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ที่บ่งชี้ถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ปัจจัยนี้ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติม เนื่องจากความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและลดแรงหนุนต่อราคาหุ้น
ภาพรวมสินทรัพย์สำคัญ
ความเคลื่อนไหวในสินทรัพย์สำคัญล้วนเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และราคาน้ำมันต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 4.79% ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคครัวเรือนและบริษัทต่างๆ สูงขึ้นตาม
- ราคาน้ำมัน พุ่งขึ้นแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้น 4.6% และสัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปิดเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อและกระตุ้นให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
หุ้นเทคฯ ฉุดตลาด - พลังงานบวกสวนทาง
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นตัวฉุดดัชนีหลักให้ปรับตัวลง โดย AP ระบุว่าหุ้นอย่าง Nvidia และ Amazon เป็นหนึ่งในตัวถ่วงตลาดที่หนักที่สุด นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มชิปที่ได้รับการจับตามองอย่าง AMD ก็ปรับตัวลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์รายงานว่าหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มเดียวที่นำตลาดในแดนบวกภายในดัชนี S&P 500 เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น สวนทางกับกลุ่มอื่นๆ ที่ปรับตัวลง
แรงเทขายกระจายตัวในวงกว้าง
พฤติกรรมของตลาดสะท้อนแรงขายที่กระจายตัว มากกว่าการปรับฐานในวงแคบ รอยเตอร์รายงานว่าจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลงมีมากกว่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในอัตราส่วนประมาณ 2.8 ต่อ 1 ทั้งในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และตลาด Nasdaq ซึ่งชี้ให้เห็นว่านักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงในหลายส่วนของตลาด ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
บรรยากาศการลงทุนเป็นแบบ "Risk-Off"
ภาพรวมบรรยากาศการลงทุนเมื่อปิดตลาดเป็นไปอย่างระมัดระวังและเน้นสินทรัพย์ปลอดภัย (Defensive) โดยนักลงทุนตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน รอยเตอร์สรุปว่าบรรยากาศการลงทุนในวันแรกของเดือนกันยายนเป็นแบบ "ปิดรับความเสี่ยง" (Risk-off) ขณะที่ AP เน้นย้ำถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและแรงกดดันเพิ่มเติมจากบอนด์ยีลด์ ในระยะสั้น นักลงทุนยังคงจับตาพัฒนาการในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และผลกระทบที่อาจมีต่อเงินเฟ้อและการคาดการณ์นโยบายของเฟดต่อไป