วิกฤตกรีนแลนด์ 2026 เมื่อการซื้อดินแดนไม่ใช่แค่เรื่องเงินแต่คือการเดิมพันด้วยเอกภาพนาโต
วิกฤตกรีนแลนด์ 2026 ปะทุจากความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าครอบครองดินแดนเพื่อเป้าหมายทางทหารและทรัพยากร ท่ามกลางการคัดค้านของเดนมาร์กและยุโรปที่เน้นย้ำสิทธิกำหนดอนาคตตนเองของชาวกรีนแลนด์ ขณะที่จีนและรัสเซียเร่งขยายอิทธิพลในอาร์กติก นำไปสู่ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจระดับโลก
วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ 2026: ข้อพิพาททางยุทธศาสตร์และสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง
ความตึงเครียดระหว่างประเทศในกรณี "กรีนแลนด์" กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมกราคม ปี 2026 ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐอเมริกายังคงพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้า "ซื้อ" ดินแดนแห่งนี้ พร้อมมีการกล่าวพาดพิงถึงการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อบรรดาผู้นำในยุโรป โดยระหว่างวันที่ 4 ถึง 7 มกราคม ผู้แทนจากเดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้ออกมาปฏิเสธแนวคิดการเข้าครอบครองของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับนายอันโตนิโอ คอสต้า ประธานคณะมนตรียุโรป ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่ากรีนแลนด์เป็นของประชาชนชาวกรีนแลนด์ และจะไม่สามารถมีการตัดสินใจใด ๆ เกิดขึ้นได้หากปราศจากการยินยอมอย่างเป็นทางการ
สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเดิมเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวอินูอิต ก่อนที่ชาวนอร์สภายใต้การนำของเอริกเดอะเรดจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงปลายศตวรรษที่ 10 และเข้าสู่ยุคการเป็นอาณานิคมของเดนมาร์ก-นอร์เวย์อย่างถาวรในปี 1721 อย่างไรก็ตาม กรีนแลนด์ได้พัฒนาระบบการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กในปี 1953 การได้รับสิทธิปกครองตนเอง (Home Rule) ในปี 1979 จนกระทั่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการปกครองตนเอง (Self-Government Act) ในปี 2009 ซึ่งให้การรับรองสิทธิของชาวกรีนแลนด์ในการกำหนดอนาคตของตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศไว้อย่างชัดเจน
ปัจจัยที่กระตุ้นความสนใจในกรีนแลนด์รอบใหม่นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการค้นพบทางธรณีวิทยาภายใต้แผ่นน้ำแข็งหนาทึบ โดยเทคโนโลยีเรดาร์และดาวเทียมสมัยใหม่ได้เผยให้เห็นลักษณะภูมิประเทศที่ซ่อนอยู่ เช่น แคนยอนขนาดมหึมาและหลุมอุกกาบาตใต้ธารน้ำแข็งไฮยาวาธา รวมถึงระบบทางน้ำใต้ธารน้ำแข็งที่มีความผันผวนสูง ดังเช่นเหตุการณ์ในปี 2014 ที่น้ำในทะเลสาบใต้ธารน้ำแข็งระบายออกอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่ากรีนแลนด์เป็นแหล่งแร่หายากจำนวนมหาศาลที่เป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ แม้ว่าการขุดเจาะทรัพยากรเหล่านี้จะยังคงมีความท้าทายอย่างมากก็ตาม
ทรัพยากรธรรมชาติและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ส่งผลให้กรีนแลนด์กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของมหาอำนาจโลก โดยสหรัฐฯ มองว่าพื้นที่นี้เป็นปราการป้องกันขีปนาวุธและจุดเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของรัสเซีย โดยเฉพาะผ่านฐานทัพอวกาศพิทูฟฟิกที่มีการปรับปรุงระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า ทั้งนี้ ทำเนียบขาวระบุว่าความสนใจดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีนในแถบอาร์กติก ขณะที่จีนเองก็ได้ประกาศนโยบาย "เส้นทางสายไหมขั้วโลก" เพื่อมุ่งพัฒนาเส้นทางเดินเรือและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนแห่งนี้ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค โดยพันธมิตรในยุโรปได้เตือนว่าการกระทำที่ก้าวร้าวของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบจนสั่นคลอนโครงสร้างขององค์การนาโต (NATO) ในขณะที่ภายในสหรัฐฯ เอง สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนกำลังผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจทางทหารของฝ่ายบริหารในกรณีนี้ ท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของกรีนแลนด์จึงขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ กับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวกรีนแลนด์ในการเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองวินิจฉัยอนาคตของตนเองขีดเส้นใต้คำว่าสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองของประชาชนชาวกรีนแลนด์เอง