วอลล์สตรีททำนิวไฮขานรับ 'ทรัมป์' ชี้สงครามอิหร่านใกล้จบ แม้เวิลด์แบงก์เตือนผลกระทบพลังงานยืดเยื้อ
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติใหม่ขานรับความหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน สวนทางกับความเสียหายในภาคพลังงานที่ทะลุ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับความคาดหวังที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังจะยุติลง แม้หน่วยงานระดับโลกจะออกโรงเตือนถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจลากยาวอีกหลายเดือน
ตลาดหุ้นตอบรับสัญญาณบวก
ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี S&P 500 ขยับขึ้น 0.8% ปิดที่ 7,022.95 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 1.59% แตะระดับ 24,016.02 จุด ซึ่งถือเป็นการปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 11 โดยนักลงทุนตอบรับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาระบุว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดลง และรัฐบาลเตหะรานเองก็พร้อมที่จะทำข้อตกลงสันติภาพ
มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปากีสถานว่า ตัวแทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมเดินทางมายังปากีสถานในสัปดาห์หน้า เพื่อเดินหน้าการเจรจาสันติภาพรอบที่สอง
วิกฤตพลังงานและผลกระทบที่ยืดเยื้อ
แม้ตลาดทุนจะตอบรับในเชิงบวก แต่นายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกมาเตือนว่า การหยุดชะงักทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภาวะสงครามจะยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงจะเกิดขึ้นและช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดสัญจรได้ตามปกติก็ตาม
สอดคล้องกับข้อมูลความเสียหายในภาคพลังงานที่ยังคงน่ากังวล:
- Rystad Energy ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานพุ่งสูงถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีศูนย์ปฏิบัติการด้านพลังงานถูกโจมตีไปแล้วกว่า 80 แห่ง โดยมากกว่า 1 ใน 3 ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
จุดเปลี่ยนนโยบายพลังงานโลก
ผลพวงจากสงครามครั้งนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนแผนความมั่นคงทางพลังงานอย่างจริงจัง นายคิม ซองฮวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของเกาหลีใต้ ระบุว่า วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เกาหลีใต้ต้องเร่งลดการพึ่งพาน้ำมัน และหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น