เวิลด์แบงก์เตือนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ เตรียมงบฉุกเฉินแสนล้านดอลล์รับมือสงครามอิหร่าน
ประธานธนาคารโลกเตือนผลกระทบจากสงครามอิหร่านจะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือนแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดใช้งานได้ พร้อมเตรียมวงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสูงสุดถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และแนะให้รัฐบาลคุมเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก
นายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank) ออกมาเตือนว่า ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่านควรเตรียมรับมือกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่จะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันจะยังคงอยู่และช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดการเดินเรือได้ตามปกติก็ตาม
นายบังกาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC นอกรอบการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่า แม้เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญแห่งนี้จะพ้นจากการคุกคามของอิหร่านและการปิดล้อมของสหรัฐฯ แล้ว แต่ระบบขนส่งและการค้าโลกยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมีความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่กำลังจะเกิดขึ้น
เตรียมวงเงินฉุกเฉินรับมือวิกฤตยืดเยื้อ
ประธานธนาคารโลกเปิดเผยว่า ได้เตรียมแผนสำรองฉุกเฉินเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยแบ่งระดับการช่วยเหลือตามระยะเวลาที่คาดว่าความขัดแย้งจะลากยาวออกไป ดังนี้:
- ระยะเร่งด่วน: อนุมัติวงเงิน 2.0 - 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพร้อมเบิกจ่ายได้ทันทีผ่านเครื่องมือจัดการวิกฤตของธนาคารโลกโดยไม่ต้องรอการอนุมัติใหม่
- ระยะ 5-6 เดือน: หากสงครามยังคงดำเนินต่อไป วงเงินช่วยเหลืออาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ระยะ 15 เดือน: ธนาคารโลกสามารถระดมทุนช่วยเหลือได้สูงสุดถึง 8 หมื่นล้าน - 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสถานการณ์มีความจำเป็น
เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ นายบังการะบุว่าในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธนาคารโลกได้อัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือไปราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แผนการรับมือในครั้งนี้จึงถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมและแบ่งเป็น 3 ระยะเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต
แนะคุม "เงินเฟ้อ" ก่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนแล้ว ประธานธนาคารโลกยังได้ให้คำแนะนำเชิงนโยบายแก่ประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะหันไปเร่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
"สิ่งสำคัญคือต้องจัดการเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้เสียก่อน ก่อนที่จะไปกังวลเรื่องการฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป ทุกฝ่ายต้องมั่นใจว่าวิกฤตินี้จะได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม" นายบังกากล่าวทิ้งท้าย